Endian Firewall Load Balance ตามคำขอครับ

Tuesday, November 16, 2010
จากกรณีที่คุณ fong  ทำ Load Balance ด้วย Endian Firewall ไม่สำเร็จตามกระทู้นี้ http://linux.sothorn.org/node/452#comment-351 ผมช่วยตอบตรงนี้นะครับ

ตามภาพด้านบนที่ผมใช้งานอยู่นะครับ
เมื่อเพิ่ม uplink เรียบร้อยแล้ว ก็มาเพิ่ม routing ในไฟล์ /var/efw/inithooks/start.local
#!/bin/sh
route del default
ip route add default equalize scope global nexthop via 192.168.1.1 dev eth1 weight1 nexthop via 192.168.3.1 dev eth3 weight 1
exit 0

คำสั่งนี้จะทำงานเมื่อเรารีบูทเครื่องใหม่ แต่ไม่จำเป็นครับเราสามารถสั่งรันได้เลยโดยใช้คำสั่ง
# /var/efw/inithooks/start.local
หรือ
# cd /var/efw/inithooks/
# ./start.local
ปัญหาที่คุณ fong รันคำสั่งนี้แล้ว Load Balance ไม่ทำงาน ผมคาดเดาว่า คำสั่ง ip route add จนถึง weight 1 ไม่ได้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน ถ้าจะตัดบรรทัดก็ต้องจบด้วยเครื่องหมาย \  แต่อย่างไรก็แล้วแต่ แก้ให้คำสั่งนี้ อยู่บรรทัดเดียวกันให้หมดจะดีกว่าครับ
ปัญหาจาก Load Balance ไม่ทำงานอีกกรณีหนึ่ง ผมได้เขียนไว้ที่ 
http://linux.sothorn.org/node/398
ตามตัวอย่างคิดว่าน่าจะพอช่วยได้นะครับ
ถ้ายังติดปัญหาก็สอบถามมาได้นะครับ ด้วยความยินดี
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
 
 

ทดลองเล่น Load Balance อินเทอร์เน็ตสองเส้นด้วย Endian Firewall 2.2 RC2

หลังจากที่ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้  http://linux.sothorn.org/node/384 วันนี้ก็มีโอกาสได้ทดลองเล่น แต่ไม่ได้เล่นกับระบบจริง เพียงแต่ทดลองเล่นจำลองเน็ตเวิร์ค แต่คิดว่ามันคงใช่แล้ว ดูรูปก่อนครับเพื่อทำความเข้าใจว่าผมทดลองอย่างไร

กดที่รูปเพื่อขยายใหญ่นะครับ
ความจริงแล้วผมก็ทำตามลิงค์นี้นะครับ http://www.mail-archive.com/efw-user@lists.sourceforge.net/msg01174.html  แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากเขาบอกว่าไม่ต้องใส่ค่า Default  gateway  แต่จริงๆ แล้วต้องใส่
วิธีที่ผมทำ แบบยาก
root@efw-test:~ # cd  /var/efw/uplinks
root@efw-test:/var/efw/uplinks # cp -r -p main/ link2/
root@efw-test:/var/efw/uplinks # cd link2

root@efw-test:/var/efw/uplinks/link2 # nano settings

แก้ไขไฟล์ settings เปลี่ยนค่าเน็ตเวิร์ค ให้เป็นของ link2
ไม่ต้องทำที่ว่ามาก็ได้ครับ ไปที่หน้าคอนฟิกของ Endian
แต่เดียวก่อนท่านต้องเพิ่มการ์ดแลนเข้าไปแล้ว และต้องรู้ว่าการ์ดแลนด์ที่เพิ่มเข้าไปเป็น eth?
ถ้ารู้แล้วก็ไปที่เมนู Network --> Interface-->Create an uplink


กดที่รูปเพื่อขยายใหญ่นะครับ 
เมื่อคอนฟิกเสร็จ uplink ทั้งสองอันจะแบ๊กอัพซึ่งกันและกัน (ต้องแก้คอนฟิกที่ Main ด้วย)
แต่ผมไม่แน่ใจว่า Load Balance แล้วยัง
ถ้าดูตาม routing  ก็น่าจะยัง
root@efw-test:~ # ip route show
192.168.6.0/24 dev eth2  proto kernel  scope link  src 192.168.6.1
192.168.5.0/24 dev br0  proto kernel  scope link  src 192.168.5.254
192.168.2.0/24 dev eth1  proto kernel  scope link  src 192.168.2.3
default via 192.168.2.254 dev eth1
 
เพื่อความแน่ใจมาทำLoad Balance กันดีกว่า
root@efw-test:~ # cd /var/efw/inithooks/
root@efw-test:/var/efw/inithooks #  nano start.local
เพิ่ม
route del default
ip route add default equalize scope global nexthop via 192.168.2.254 dev eth1 weight 1 nexthop via 192.168.6.254 dev eth2 weight 1
บันทึกไฟล์ แล้วรีบูทเครื่องใหม่ เราก็จะได้ routingใหม่ไฉไลกว่าเดิม
root@efw-test:~ # ip route show
192.168.6.0/24 dev eth2  proto kernel  scope link  src 192.168.6.1
192.168.5.0/24 dev br0  proto kernel  scope link  src 192.168.5.254
192.168.2.0/24 dev eth1  proto kernel  scope link  src 192.168.2.3
default
nexthop via 192.168.2.254  dev eth1 weight 1
nexthop via 192.168.6.254  dev eth2 weight 1

น่าจะเป็น Load Balance ที่สมบูรณ์แล้วนะครับ
ปล. ผมยังไม่ได้ใช้งานจริงนะครับ แค่ทดลอง
อ้างอิง
http://lartc.org/howto/lartc.rpdb.multiple-links.html

http://www.mail-archive.com/efw-user@lists.sourceforge.net/msg01174.html

pfSense ในอ้อมกอด Atom + CF HDD ประหยัดได้อีก

pfSense เป็น Open Source firewall ที่ไม่ได้ต้องการ H/W สูงมากนัก ซึ่งมีความต้องการขั้นต่ำตามที่ผู้พัฒนาได้กำหนดไว้นั่นก็คือ
Minimum Hardware Requirements
CPU – 100 MHz Pentium
RAM – 128 MB
Live CD
CD-ROM drive
USB flash drive or floppy drive to hold configuration file
Hard drive installation
CD-ROM for initial installation
1 GB hard drive
Embedded
128 MB Compact Flash card
Serial port for console
ปัจจุบัน H/W รุ่นใหม่ราคาถูกๆ ก็ถือว่าเกินความจำเป็นแล้ว โดยเฉพาะ HDD ความจุมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง วันนี้ผมมีทางออกสำหรับ HDD รุ่นประหยัดครับ ควงคู่มาพร้อมกับ Intel Atom (D945GCLF) ประหยัดพลังงานลดโลดร้อนได้อีกเอ้า… เสถียรภาพดีแนนอนครับพี่น้อง..
HDD ที่ว่านั่นก็คือใช้ CF (Compact Flash) มาทำเป็น HDD ผ่านตัวแปลงคือ CF to SATA Adapter หรือ CF to IDE เพียงเท่านี้เราก็ได้ HDD รุ่นประหยัดใช้แล้วครับ หมดห่วงเรื่องความร้อน และ BAD Sector อีกตะหาก สุโค่ยไปเลย…
CF to SATA Adapter รองรับ CF Type II

CF to IDE 40 pins

Compact Flash 2 GB

Intel Atom 220

** ถ้าท่านต้องการนำไปทำ Proxy Server แนะนำให้พิจารณา HDD 40 GB ขึ้นไปจะเหมาะสมกว่าครับ


http://www.laontalk.com/2010/01/16/1564

วิธีติดตั้ง VPN แบบ PPTP Connection ใน Windows XP

วิธีการติดตั้ง VPN แบบ PPTP Connection ใน Windows XP
บทความสำหรับ: ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง (v1.1) รูปภาพ ดาวน์โหลด (288 KB)
โดย ศุภสิทธิ์ ศิริพานิชกร


ท่านสามารถดาวน์โหลดบทความนี้ได้ที่ http://www.sys2u.com/kb/kb014.pdf


คำถาม
1. ถ้าต้องการติดตั้ง VPN แบบ PPTP Connection ใน Windows XP เพื่อเชื่อมต่อ PPTP Server ?

คำตอบ
วิธี การที่สะดวกในการเชื่อมต่อ VPN อีกวิธีที่ได้รับความนิยมคือ VPN แบบ PPTP Connection (Point-To-Point Tunneling Protocol) โดยวิธีการดังกล่าวเป็นการเชื่อมต่อ VPN ในระดับ Tunneling คือการสร้าง ‘ท่อ’ ในการรับ-ส่งข้อมูล ระหว่าง VPN Client และ VPN Server หรืออาจจะเรียกได้อีกแบบว่าเป็นการทำ VPN แบบ 1 เฟส (* ชื่อนี้ผมชอบเรียกเอง โดยเปรียบเทียบจากการทำ IPSec VPN ที่ทำ VPN แบบ 2 เฟส)

การทำ PPTP Connection ใน Windows XP สามารถใช้งานร่วมกับ PPTP Server ที่รองรับมาตรฐาน PPTP ได้ทุกค่าย ดังนั้นท่านสามารถทำนำเอาวิธีการติดตั้งในบทความนี้ไปประยุกต์ใช้งานได้ตาม อัธยาศัย


    รูปภาพ



ข้อมูลเบื้องต้นก่อนการติดตั้ง
  1. การติดตั้งและเชื่อมต่อ VPN แบบ PPTP Connection ในบทความนี้ ทดสอบจาก Windows XP Service Pack 2
  2. กำหนดให้สร้าง PPTP Account บนเครื่อง PPTP Server ก่อนการติดตั้ง จากตัวอย่าง มีรายละเอียดการเชื่อมต่อดังนี้
    • PPTP Server Address = sys2u-pptp.dyndns.info
    • PPTP Account Username = test_pptp
    • PPTP Account Password = test_pptp_password
    * ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตามต้องการ


ขั้นตอนที่ 1 สร้างการเชื่อมต่อแบบ VPN PPTP กับ PPTP Server

    Microsoft Windows XP
    • เข้าเมนู ‘Start’ -> ‘Connect To’ -> ‘Show all connections’

      รูปภาพ

    • กดสร้างการเชื่อมต่อที่ ‘Create a new connection’

      รูปภาพ
    • จากนั้นกดปุ่ม ‘Next’

      รูปภาพ
    • เลือก ‘Connect to the network at my workplace’ จากนั้น กดปุ่ม ‘Next’

      รูปภาพ
    • เลือก ‘Virtual Private Network connection’ จากนั้นกดปุ่ม ‘Next’

      รูปภาพ
    • ใส่ชื่อการเชื่อมต่อที่คุณต้องการ เช่น ‘TEST PPTP COMPANY’ จากนั้น กดปุ่ม ‘Next’

      รูปภาพ

    • ใส่ PPTP Server Address ที่ได้กำหนดไว้ ‘sys2u-pptp.dyndns.info’ จากนั้น กดปุ่ม ‘Next’

      รูปภาพ

    • ขั้นตอนการสร้างการเชื่อมต่อ เป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นกดปุ่ม ‘Finish’

      รูปภาพ

    • จากนั้น กำหนด Username และ Password ที่ได้สร้างรอไว้ที่ PPTP Server โดยจากตัวอย่างจะกำหนดค่า
      • PPTP Account Username = test_pptp
      • PPTP Account Password = test_pptp_password
        * ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตามต้องการ
      จากนั้น เลือก ‘Save this user name and password for the following users’ จากนั้น กดปุ่ม ‘Connect’ เพื่อทดสอบการเชื่อมต่อ

      รูปภาพ
    • กำลังเชื่อมต่อไปยัง PPTP Server

      รูปภาพ

    • เชื่อมต่อ PPTP Server ได้สำเร็จเรียบร้อย

      รูปภาพ

    • เมื่อการเชื่อมต่อสมบูรณ์ Microsoft Windows XP จะสร้าง PPTP Connection ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน เข้ากับ PPTP Server ซึ่งจะทำให้ท่านเสมือนอยู่ในระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในของ PPTP Server (โดยจะได้รับ Internet IP Address ที่อยู่ใน Subnet เดียวกันกับ Internet Network)

      รูปภาพ


      เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ท่านสามารถใช้งานทรัพยากรภายใน Internal Network จากที่บ้าน สำนักงานสาขาได้อย่างสะดวกสบายครับ


รายการอุปกรณ์ในการติดตั้ง
1. Microsoft Windows XP, Network Connection
2. Linksys RV042 VPN / Load Balanced Router, VPN 50 Tunnels, 2 Internet Ports (OPTIONAL)

Pfsense for client-to-site vpn

Setup Pfsense as openvpn server for windows XP - Client to site


ติดตั้ง openvpn client
Gen key สำหรับ server และ client
Client config. file
Setup Pfsense
ทำ bridging ระหว่าง WAN และ Lan ของ Pfsense
1. ติดตั้ง openvpn client

ดาวน์โหลด openvpn client จาก http://wwwvpn.net สำหรับ windows รองรับ xp, vista, 7 จะมี 2 แบบคือ

OpenVPN Access Server Windows Client Download
OpenVPN Community Software Windows Client Download <--ใช้อันนี้
แล้วติดตั้งที่เครื่อง client

2. Gen Key สำหรับ server(pfsense) และ client

เรียก command-pomp โดยต้องมีสิทธิ admin เข้าไปที่ path c:program filesopenvpneasy-rsa แล้วใช้คำสั่ง

>init-config.bat
แก้ไขไฟร์ vars.bat ด้วย text editor แก้ตัวแปร attribute เป็นตามต้องการ เช่น country, province, city, org, email
>vars.bat
>clean-all.bat
>build-ca.bat <-- สร้าง file ca ตัวแปรที่สำคัญตอนสร้างคือ "Common Name"
>build-key-server.bat server <-- สร้าง key, crt ของ server ตัวแปรสำคัญคือ "common name" ให้กำหนดเป็น "server" หรือตามชอบ
>build-dh.bat <-- ไฟร์ในการเข้ารหัส
>build-key.bat ovpn-client <-- สร้าง crt, key สำหรับ client โดย ovpn-client แทนด้วยชื่อที่เราต้องการ จะสร้างกี่ client ก็ได้ แต่ชื่อต้องไม่ซ้ำกัน
3. Client config file

client ที่จะ connect ใช้ 4 file โดยเอาไปไว้ที่ "c:program filesopenvpnconfig" คือ

ca.crt <-- ได้จากการสร้าง build-ca.bat อยู่ใน c:program filesovpneasy-rsakeys

client.crt, client.key <-- ได้จากการสร้าง client key อยู่ path เดียวกับ ca โดยชื่อจะเป็นตามที่เรากำหนดเวลาสร้าง

connect_client.ovpn <-- file config สำหรับเชื่อมต่อ สร้างขึ้นเองจาก text editor

ตัวอย่าง config file

client

dev tun <-- ลักษณะการเชื่อมต่อ tap, tun

proto udp <-- protocal tcp, udp

remote xxx.xxx.xxx.xxx 1194 <-- ip ของ pfsense ovpn server และ port

ping 10

resolv-retry infinite

nobind

persist-key

persist-tun

ca ca.crt <-- file ca ชื่อตามที่เรา gen ขึ้นมา

cert client.crt <-- file cert ชื่อตาม client ที่เรา gen

key client.key <-- file key ชื่อตาม client ที่เรา gen

ns-cert-type server <-- ชื่อ server ตามที่ gen

comp-lzo <-- การส่งข้อมูลของ tunnal บีบอัดแบบ lzo

pull

verb 3

4. Setup pfsense

เข้าที่ pfsense vpn->openvpn->server tab ปรับตัวเลือกสอดคล้องกับ client file

protocal : udp

local port : 1194

address pool : xxx.xxx.xxx.0/24 <-- ช่วง ip ที่ไม่ถูกใช้ เพราะถ้าเราเลือกแบบ ไม่ fix ip แล้ว ip ของ client ที่ connect เข้ามา จะได้อยู่ในช่วงของ address pool

Local Network : xxx.xxx.xxx.0/24 <-- ip range ของ lan อิงตามขา lan ของ pfsense

Remote Network : blank

Cryptography : BF-CBC(128 bit) <-- หรือตามต้องการ

Authentication Method : PKI <-- ใช้เป็น Public key

เลือก DHCP-Opt: Disable NetBIOS

เลือก LZO Compression

จากนั้น copy เนื้อหาของ file, key, dh, ca ลงตามช่องของ pfsense

ca.crt ใน "CA certificate"

server.crt ใน "Server certificate"

server.key ใน "Server key"

dh1024.pem ใน "DH parameters"

เปิด rule ของ firewall ให้ openvpn

ตอน นี้ client ควรจะ connect และได้ ip จาก address pool แล้ว แต่ก็ยัง ping เข้าหา เครื่องที่อยู่ใน lan ของ server ไม่ได้ เพราะยังไม่มีการเชื่อมต่อกัน ระหว่างส่วนที่เป็น wan ที่ client connect เข้ามา กับส่วนที่เป็น lan ภายใน โดยต้องทำ Bridging ก่อน

5. OpenVPN Client Bridging

เข้าไปที่ pfsense -> openvpn -> server tab เลือก edit

เลือก "Use static IPs" <-- pfsense จะจ่าย ip ให้ ovpn client โดยอิงกับ dhcp ภายในเอง หรือ รเาจะ fix iip ไปเลยก็ได้
Cuntomer Option เพิ่มเป็น
dev tapx <-- x เป็นตัวเลข 0, 1, ... ขึ้นกับใช้ tap ไหน

server-bridge 192.1.1.1 255.255.255.0 192.1.1.20 192.1.1.30 <-- อยู่ในรูป (Lan IP)(Lan netmask)(openvpn client range start)(openvpn client range end)

3. เข้าไป shell ของ pfsense แก้ /conf/config.xml เพิ่มโค๊ดนี้ ในส่วนของ system

ifconfig bridge0 create

ifconfig bridge0 addm em2 up <-- em2 คือ lan interface เปลี่ยนตามความถูกต้อง

ifconfig bridge0 addm tap0 <-- เป็น tap หรือ tun ตาม client ที่ connect เข้ามา

ifconfig bridge0 ถ้าทำได้ถูกต้อง เมื่อไปที่ pfsense -> status -> interfaces จะเป็น Lan ในส่วน bridge status จะเป็น Learning


ผิดถูกอย่างไรแนะนำด้วยครับ

วิธีการติดตั้ง VPN แบบ PPTP Connection ใน Windows 7

บทความสำหรับ: ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง (v1.1) รูปภาพ
โดย ศุภสิทธิ์ ศิริพานิชกร


คำถาม
1. ถ้าต้องการติดตั้ง VPN แบบ PPTP Connection ใน Windows 7 เพื่อเชื่อมต่อ PPTP Server ?

คำตอบ
วิธี การที่สะดวกในการเชื่อมต่อ VPN อีกวิธีที่ได้รับความนิยมคือ VPN แบบ PPTP Connection (Point-To-Point Tunneling Protocol) โดยวิธีการดังกล่าวเป็นการเชื่อมต่อ VPN ในระดับ Tunneling คือการสร้าง ‘ท่อ’ ในการรับ-ส่งข้อมูล ระหว่าง VPN Client และ VPN Server หรืออาจจะเรียกได้อีกแบบว่าเป็นการทำ VPN แบบ 1 เฟส (* ชื่อนี้ผมชอบเรียกเอง โดยเปรียบเทียบจากการทำ IPSec VPN ที่ทำ VPN แบบ 2 เฟส)

การทำ PPTP Connection ใน Windows 7 สามารถใช้งานร่วมกับ PPTP Server ที่รองรับมาตรฐาน PPTP ได้ทุกค่าย ดังนั้นท่านสามารถทำนำเอาวิธีการติดตั้งในบทความนี้ไปประยุกต์ใช้งานได้ตาม อัธยาศัย

    รูปภาพ


ข้อมูลเบื้องต้นก่อนการติดตั้ง
  1. การติดตั้งและเชื่อมต่อ VPN แบบ PPTP Connection ในบทความนี้ ทดสอบจาก Windows XP Service Pack 2
  2. กำหนดให้สร้าง PPTP Account บนเครื่อง PPTP Server ก่อนการติดตั้ง จากตัวอย่าง มีรายละเอียดการเชื่อมต่อดังนี้
    • PPTP Server Address = sys2u-pptp.dyndns.info
    • PPTP Account Username = sys2u
    • PPTP Account Password = sys2u
    * ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตามต้องการ


ขั้นตอนที่ 1 สร้างการเชื่อมต่อแบบ VPN PPTP กับ PPTP Server

    Microsoft Windows 7
    • เข้าเมนู ‘All Programs’ -> ‘Control Panel’’

      รูปภาพ

    • เข้าเมนู ‘Network and Internet'

      รูปภาพ

    • เข้าเมนู ‘Network and Sharing Center'

      รูปภาพ

    • เข้าเมนู ‘Setup new connection or network'

      รูปภาพ


    • เข้าเมนู ‘Connect to a work place' จากนั้นกดปุ่ม 'Next'

      รูปภาพ



    • เข้าเมนู ‘Use my internet connection (VPN)'

      รูปภาพ


    • กำหนดที่อยู่ของ VPN Server โดยจะระบุเป็น IP Address ในกรณีที่เชื่อมต่อ Internet แบบ Static หรือจะกำหนดเป็น FQDN ในกรณีที่เชื่อมต่อ Internet แบบ Dynamic DNS โดยตัวอย่างระบุดังนี้

      • Internet Address : 'sys2u-pptp.dyndns.info'
      • Destination Name : 'SYS2U PPTP VPN' (* กำหนดตามความต้องการ)



      รูปภาพ


    • กำหนดชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ระบุอยู่ใน Linksys RV042 โดยตัวอย่างระบุดังนี้
      • User name : 'sys2u'
      • Password : 'sys2u' (* กำหนดตามความต้องการ)


      รูปภาพ



    • กำลังเชื่อมต่อไปยัง Linksys RV042 VPN Server

      รูปภาพ

      รูปภาพ

    • การเชื่อมต่อไปยัง Linksys RV042 VPN Server เรียบร้อยแล้ว !

      รูปภาพ




ขั้นตอนที่ 2 ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อ VPN อีกครั้ง ท่านสามารถไปที่ Taskbar ด้านมุมขวาของหน้าจอ
    รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ รูปภาพ
  • เท่านี้ละครับ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วครับ :D 
  •  

  • 2.กำหนดให้สร้าง PPTP Account บนเครื่อง PPTP Server ก่อนการติดตั้ง จากตัวอย่าง มีรายละเอียดการเชื่อมต่อดังนี้

    ◦PPTP Server Address = sys2u-pptp.dyndns.info
    ◦PPTP Account Username = sys2u
    ◦PPTP Account Password = sys2u

    * ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตามต้องการ


    -+++++-

    1.ต่อเน็ตแล้ว
    2.กำหนด DDNS แล้ว
    รายละเอียดด้าน
    ต้องไปกำหนดเมนูไหน ที่ RV042 ครับ
    ทำไมทำ PPTP Vpn แล้ว connect ไม่ได้



  • ไปที่เมนู VPN -> PPTP Server ครับ

  • ==============================

    ก่อนอื่นต้อง ขอขอบคุณครับ กับคำตอบที่ รวดเร็ว
    -----------------------------------------------------------
    ได้ทำการสร้าง user และ Password แล้ว ที่เมนู PPTP Server ขอถามดังนี้
    1.สร้าง PPTP ของ Windows Xp จาก Cleint จากภายใน (คอมฯ อยู่ที่เดียวกับ Rv042 และต่อตรงกับ Rv042) แล้ว Connect ได้
    2.สร้าง PPTP ของ Windows Xp จาก Remote Cleint จากภายนอก ( คอมฯ อยู่ที่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกับ Rv042 และไม่ที่ต่อตรงกับ Rv042 = ตัวที่ต้องการใช้ VPN )
    แล้ว Connect ไม่ได้
    จะมีข้อความประมาณว่า " Server หรือ Computer Not RESPONSE.."
    แบบนี้ ต้องกำหนด Port Forwording แล้วถ้าต้องกำหนด จะกำหนดที่เมนูไหน และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
    3.ขอรายละเอียดข้อแตกต่างระหว่าง VPN , Remote ,DDNS และ DNS
    4.ต้องการ Block Bit หรือจำกัด Banwidth ต้องใช้ Router รุ่นไหน ราคาเท่าไร
    ===============================================

    คำถามค่อนข้างจะกระจายมากเลยนะครับ แบบนี้ก็ต้องว่ากันยาวนิดนึงนะครับ อธิบายได้ดังนี้ครับ
  • Remote -> ผมเข้าใจเอาว่าน่าจะหมายถึงการทำ Remote Management นะครับ ซึ่งซอฟท์แวร์ที่นิยมกันส่วนใหญ่ก็จะมี 3 ตัวครับ คือ VNC, Windows Remote Desktop Connection และ Team Viewer โดยทั้ง 3 ตัวจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ แบบ Direct Remote กับ In-Direct Remote

    • กลุ่มแรกครับ Direct Remote -> พวกนี้จะได้แก่ VNC และ Team Viewer โดยการทำงานของกลุ่มนี้จะเข้าไป take-over หน้าจอ + mouse + keyboard ของเครื่องปลายทางเอาไว้ทั้งหมด โดยผู้ใช้งานที่เครื่องปลายทางก็จะสามารถเห็นการใช้งานของเราไปด้วยพร้อมๆ กัน เหมือนกับกำลังดูคนใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราครับ :D (หรือจะเรียกอีกแบบว่า foreground process - remote control ก็ได้ครับ)
    • กลุ่มที่สอง In-Direct Remote ->พวกนี้จะได้แก่ Windows Remote Desktop Connection การทำงานของแบบนี้จะเป็นแบบซ่อนการทำงานไว้ด้านหลัง หรือที่เราเรียกว่า Background process ครับ กล่าวคือ ผู้ใช้งานที่เครื่องปลายทางจะไม่เห็นการทำงานของเราครับ ซึ่งก็เหมือนกับเราทำงานอยู่เบื้องหลัง และผู้ใช้งานก็ทำงานได้ตามปกติครับผม

  • VPN หรือ ย่อมาจาก Virtual Private Network หรือการสร้างเครือข่ายส่วนตัวเสมือนก็ได้ครับ ต้องย้อนกลับไปเมื่อซัก 10-15 ปีที่แล้วครับ การเชื่อมต่อระหว่างบ้าน สำนักงาน ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ครับ เช่น ถ้าเราต้องการเชื่อมต่อสำนักงานระหว่าง กรุงเทพ - ชลบุรี สิ่งที่เราต้องการก็คือ การเชื่อมต่อแบบ Private network เช่น Leased Line / FrameRelay หรือ ช่วงหลังก็จะเป็น MPLS เป็นต้น


    โดยหลักการของ การเชื่อมต่อแบบ Private Network ก็คือ ผู้ให้บริการเครือจ่าย เช่น CAT, TOT, UIH, ADC เค้าก็จะเอาสายมาจิ้มที่สำนักงานกรุงเทพ จากนั้นก็จะลากฝั่งปลายไปจิ้มที่ชลบุรี (อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ นะครับ แต่จริงๆ แล้วเป็นการทำ Circuit Switch หรือ Packet Switch ของผู้ให้บริการครับ :D ) ดังนั้นเมื่อเรามีสายมาจิ้มทั้ง 2 สาขา เราก็สามารถเอา Router มาเชื่อมต่อระหว่างสาขา เพื่อใช้รับ-ส่งข้อมูล, ใช้โปรแกรม และอื่นๆ อีกมากกมายครับ โดยค่าใช้จ่ายในตอนนั้นถ้าจำได้ที่ความเร็วประมาณ 64 Kbps (ช้ามากกกก) ค่าใช้จ่ายจะประมาณเดือนละ 20,000 บาท ครับผม


    ต่อมา เมื่อ Internet เริ่มเข้ามาเป็นที่แพร่หลายกันมากขึ้น เกิดการลงทุนครั้งใหญ่เกิดขึ้น บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเกิด Internet Boom ดังนั้นจึงมีเม็ดเงินจำนวนมากมายมหาศาลเข้ามาลงทุนในธุรกิจ Internet ครับ ซึ่งเป็นผลโดยตรงที่ทำให้เมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้น ราคาค่าบริการและคุณภาพก็จะสูงขึ้นตามครับ เช่น ในบ้านเราตอนนี้จะสังเกตว่า ADSL Internet ในปัจจุบัน มีราคาถูกมาก + ความเร็วเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ผมว่าซักพักคงได้เห็นความเร็วระดับ 100 Mbps เหมือนที่เกาหลีครับ


    ดัง นั้นจึงมีฝรั่งหัวใส ได้คิดว่า เออออออ ถ้าเป็นแบบนี้เราเอา Internet ที่ราคาถูกมาใช้ทำเป็น Private Network ถ้าจะดีกว่าการไปเช่าสายแบบ Private แบบเดิมที่มีราคาต่อความเร็วที่แพงมาก ดังนั้นจึงเริ่มการวิจัยเทคโนโลยี VPN ขึ้นมาครับ โดยวัตถุประสงค์ก็คือ เมื่อเราจะใช้ Internet มาทำงานที่เป็นแบบ Private นั้น จำเป็นที่จะต้องมีความปลอดภัยของข้อมูลในระหว่างรับ-ส่งกันผ่าน Internet ที่สูงสุดเพื่อป้องป้องข้อมูลสำคัญของเราครับผม นี่ละครับจึงเป็นที่มาของการทำ VPN


    เพิ่มเติมอีกนิดครับ ตอนนี้ VPN แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คร่าวๆ ตามความคิดของผมเองนะครับ คือ แบบ 1 Phase กับ แบบ 2 Phase โดย Phase แสดงถึงการเข้ารหัสข้อมูล ดังนั้น 1 Phase ก็คือการเข้ารหัสข้อมูลแค่ 1 ชั้น ส่วน 2 Phase ก็คือการเข้ารหัสข้อมูล 2 ชั้นครับ ดังนั้นความปลอดภัยของข้อมูลก็จะแตกต่างกัน แต่ว่าความเร็วก็จะต่างกันด้วยนะครับ เพราะยิ่งถ้าเราเข้ารหัสข้อมูลมาก ก็จะทำให้ VPN Router ทำงานหนักไปด้วยครับ


    โดยถ้าเป็นแบบ 1 Phase นั้นก็จะได้แก่ PPTP, L2TP เป็นต้นครับ พวกนี้จะเข้ารหัสแค่ 1 ชั้น ความปลอดภัยก็น้อยลงไปหน่อย แต่ก็ถือว่า OK นะครับ สิ่งที่ได้มาก็คือความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้น แบบนี้เราอาจจะเรียกว่าเป็นการทำ VPN แบบสร้างท่อเพีบงอย่างเดียว (Tunneling VPN)


    สำหรับพวก 2 Phase เราจะเรียกว่า IPSec VPN ครับ พวกนี้จะทำการเข้ารหัสข้อมูล 2 ชั้น โดยทำการสร้างท่อขึ้นมาเหมือนแบบที่ 1 และยังเพิ่มความปลอดภัยเข้าไปอีก โดยการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านเข้าไปในท่ออีกด้วยครับ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความปลอดภัยสูงขึ้นครับ แต่จะช้าหน่อย และถ้า VPN Router ตัวเล็กๆ นี่ก็จะออกอึดๆ ละครับ :D

  • DNS สำหรับ DNS นั้นมีหลายท่ายหมายเว็บอธิบายไว้อย่างละเอียดดีมากครับ ผมเลยขอแอบเอามาแปะหน่อยนะครับ ขอบคุณเจ้าของเว็บ http://www.mindphp.com สำหรับข้อมูลดีๆ นะครับ :D



    * บทความนี้แอบคัดลอกมาจาก http://www.mindphp.com/modules.php?name ... le&sid=115 เพื่อนำมาเผยแพร่ให้ความรู้ในสังคมออนไลน์ของเราต่อนะครับ ขอบคุณเจ้าของเว็บอีกครั้งครับ

    DNS คือ DNS คืออะไร มาทำความรู้จักกัน DNS Error ได้ DNS ของ true คือ อะไร มาดูกัน

    ประวัติความเป็นมาของระบบ DNS

      ใน ช่วงศตวรรษที่ 90 ในขณะที่การใช้งานอีเมลล์เริ่มเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย จำนวนเครือข่ายที่เชื่อมต่อมายังเครือข่าย ARPA NET ได้เพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้บริการเครือข่ายแบบรวมศูนย์ของ SRI ( The NIC ) เริ่มประสบปัญหาในการจัดการระบบฐานข้อมูลซึ่งใช้ในการอ้างอิงถึงโฮสท์ที่ เชื่อมต่อมาจากเครือข่ายอิสระต่างๆ ที่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกัน โดยในขณะนั้น การเพิ่มรายชื่อโฮสท์แต่ละเครื่องเข้ามาในเครือข่าย ARPA NET จำเป็นต้องส่งข้อมูลโดยการ FTP เข้ามาปรับปรุงข้อมูลในไฟล์ Host Table ที่ SRI เป็นผู้ดูแล ซึ่งจะมีการปรับปรุงข้อมูลเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้การจัดการข้อมูลมีความล่าช้าและไม่ยืดหยุ่น นอกจากนี้เครือข่ายต่างๆ ที่เข้ามาเชื่อมต่อต่างก็ต้องการอิสระในการจัดการบริหารระบบของตนเองจึงเกิด แนวความคิดที่กระจายความรับผิดชอบในการจัดระบบนี้ออกไป โดยแบ่งการจัดพื่นที่ของโลกเสมือนนี้ออกเป็นส่วนๆ โดยกำหนดให้โฮสท์แต่ละเครื่องอยู่ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่ได้ แบ่งเอาไว้ โดยแต่ละพื้นที่สามารถแบ่งออกเป็นพ้นที่ที่เล็กลงได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งพื้นที่แต่ละส่วน ก็ถูกอ้างไปยังพื้นที่ที่ใหญ่กว่าเป็นลำดับชั้นขึ้นไป เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งอ้างอิงของโฮสท์แต่ละเครื่องที่อยู่ภายใต้ขอบเขต ของแต่ละพื้นที่ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยพื้นที่เสมือนแต่ละส่วนถูกเรียกว่า “ โดเมน” (Domain) และเรียกการอ้างระบบอ้างอิงเป็นลำดับชั้นด้วยชื่อของแต่ละพื้นที่หรือโดเมน นี้ว่า “ ระบบชื่อโดเมน ” ( Domain Name System) ส่วนพื้นที่ทั้งหมดของโลกเสมือนที่ประกอบด้วยพื้นที่ย่อยๆจำนวนมากนี้ จะเรียกว่า “Domain Name Space”

    DNS คืออะไร

      ระบบ Domain Name System (DNS) นี้เป็นระบบจัดการแปลงชื่อไปเป็นหมายเลข IP address โดยมีโครงสร้างฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลที่เรียกค้นได้อย่าง รวดเร็ว nกลไกหลักของระบบ DNS คือ ทำหน้าที่แปลงข้อมูลชื่อและหมายเลข IP address หรือทำกลับกันได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันเพิ่มเติมอื่นๆ อีก เช่น แจ้งชื่อของอีเมล์เซิร์ฟเวอร์ใน domain ที่รับผิดชอบด้วย ในระบบ DNS จะมีการกำหนด name space ที่มีกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน มีกลไกการเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลแบบกระจาย ทำงานในลักษณะของไคลเอนต์เซิร์ฟเวอร์ (Client/Server)

    การทำงานของระบบ DNS

      การ ทำงานของระบบชื่อโดเมนนั้น เริ่มต้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งทำหน้าที่เป็น DNS Server ซึ่งทำงานด้วยซอฟแวร์พิเศษชื่อว่า BIND ที่ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูลระหว่าง DNS Server แต่ละเครื่องผ่าน DNS Photocal เมื่อมีคำร้องขอให้สืบค้นหมายเลข ไอพี อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ DNS Server จะมีให้ก็ต่อคำร้องหนึ่งๆนั้นขันกับว่า DNS Server นั้นเป็น DNS Server ประเภทใด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ 1. Name Server 2. Resolver การตั้งชื่อให้ DNS ต้องเป็นไปตามกฏนี้ ใช้ได้เฉพาะตัวอักษรละติน (ASCII character set) ใน RFC 1035 ระบุว่าสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ในโดเมนเนม คือ (1) ตัวอักษร a ถึง z (case insensitive - ไม่สนใจพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่) (2) เลข 0 ถึง 9 (3) เครื่องหมายยติภังค์ (-)


    Dynamic DNS คืออะไร

      เป็น ระบบที่เก็บไอพีแอดเดรสกับโดเมนเนมของคอมพิวเตอร์ที่ได้ลงทะเบียนไว้ คอมพิวเตอร์ของเราสามารถแจ้งไอพีแอดเดรสที่เปลี่ยนแปลงทุกๆ ครั้ง ให้กับ DNS SERVER ของผู้ให้บริการ Dynamic DNS ผ่านทางโปรแกรมสำหรับแจ้งไอพีแอดเดรสอัตโนมัติ ผุ็ใช้บริการเช่น No-ip.com, dyndns.com

การติดตั้ง Squid Proxy + Lightsquid Pfsense

Monday, November 15, 2010
pfSense Package Installation วันนี้จะพูดถึงวิธีการติดตั้งและใช้งาน Squid Proxy + Lightsquid ซึ่งทำหน้าที่เป็น Proxy Server และ Proxy Reports ตามลำดับ ไฟล์วีดีโอความยาว 18 นาที ตอนแรกตั้งใจจะไม่ให้ยาวขนาดนี้เพราะกลัวจะโหลดช้า พอดีจบไม่ลงจริง ๆ where ๆ is where ๆ (ฝรั่งงง)

หัวข้อการบรรยาย

การติดตั้ง Squid – Proxy Server
การติดตั้ง Lightsquid – Proxy Report
การยกเลิก Package
โหลดไฟล์คุณภาพสูง วีดีโอสอนการติดตั้ง Squid Proxy + Lightsquid Link-1

เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเก็บ Syslog ตาม พรบ. คอมพิวเตอร์

1. ทำการติดตั้งโปรแกรม Syslog Server เช่น Kiwi Syslog Server หรือ Syslog Watcher เลือกที่เป็น Freeware
2. ทำการ Enable syslog’ing to remote syslog server โดยไปที่ Status > System logs > Settings ใส่หมายเลข IP Address ของเครื่อง Syslog Server ตามตัวอย่าง
Enable remote syslog server
Kiwi syslog
รูปภาพแสดง: Kiwi Syslog Server


การใช้งาน Transparent proxy เครื่อง Client จะต้องไม่ติดตั้ง Proxy อันนี้เข้าใจตรงกันนะครับ
อยากให้ทดลองใหม่ด้วยขั้นตอนง่ายๆ โดยใช้ pfSense 1.2.3 RC1
1. ติดตั้ง pfsenes และเชื่อมต่อ Internet ให้ได้เสียก่อน
2. ติดต้ง Squid Proxy โดยเลือกเงื่อนไขตามนี้
- Proxy interface : LAN
- Allow users on interface : Checked
- Transparent proxy : Checked
- Enable Logging : Checked
ส่วนอื่นๆ ปล่อยเป็นค่าเริ่มต้นทั้งหมด แล้วทำการ restart เครื่อง
จากนั้นทดลองเข้า Internet ครับ
3. ติดตั้ง Light Squid ตามวีดีโอสอน, ถ้าต้องการให้แสดงวันที่ล่าสุดให้ กด Refresh now / Refresh Full

K.Dangerman
pfSenes 2.0 ยังเป็น Alpha Alpha อยู่เลย ฉะนั้นยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง แต่เท่าที่ดู Feature แล้วนับว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากเลยทีเดียว คงต้องรออีกสักพักใหญ่ๆ ครับ
เท่าที่เคยติดตั้งให้ลูกค้า ผมทำแบบนี้ครับ
case study 1
- pfSense ตัวที่ 1 ทำหน้าที่เป็น Loadbalance Failover นิ่งดีมากๆ ดีกว่าอุปกรณ์ที่มีขายตามท้องตลาดเสียอีก
- pfSense ตัวที่ 2 ทำหน้าที่เป็น Proxy Server + User Authentication
case study 2
- pfSenes ทำหน้าที่เป็น Loadbalance Failover / Internet Gateway
- ใช้โปรแกรม Billing เช่น Plawan, iBSG etc. ทำหน้าที่จัดการเรื่อง User Authentication
*** pfSense ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น Firewall, NAT, VPN มากกว่าเรื่องของ User Authen ฉะนั้นควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานครับ






lbwithproxy.jpg


 

Pfsense Thailand Copyright © 2011-2012 | Powered by Blogger